ศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล เกิดเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2466 เป็นบุตรของ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กับหม่อมเจิม ดิศกุล ณ อยุธยา โดยได้อยู่กับพระองค์เจ้าหญิงอภันตรีปชา ซึ่งมีศักดิ์เป็นอา ตั้งแต่อายุ 1 เดือน หลังจากที่พระองค์เจ้าหญิงอภันตรีปชาสิ้นประชนม์แล้ว จึงได้ย้ายมาอยู่ที่วังวรดิศ ตั้งแต่อายุ 11 ขวบ

 

ด้านการศึกษา ศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ศึกษาระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนขัตยานี-ผดุง จากนั้นจึงเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

ปี พ.ศ.2481 เข้าเรียนต่อในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาแห่งมหาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ปี พ.ศ. 2483 เข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ. 2486 และได้ศึกษาต่อระดับอนุปริญญาสำหรับมัธยม เป็นเวลา 2 ปี

ปี พ.ศ. 2491 หลังจากได้รับทุนจากบริติชเคาน์ซิลไปดูงานเกี่ยวกับด้านพิพิธภัณฑ์สถานและกิจกรรมด้านโบราณคดี จากนั้นจึงเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนลูฟ (École du Louvre) โดยได้ศึกษากับ ศาสตราจารย์ฟิลิปป์ สแตร์น (Philippe Stern) นักประวัติศาสตร์ศิลปะชาวฝรั่งเศส โดยในครั้งนี้ได้รู้จักกับ ศาสตราจารย์ชอง บวสเซอลิเย่ (Jean Boisselier) ซึ่งได้เรียนในชั้นเดียวกัน ดังที่ศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ได้ทรงเล่าว่า

 

“ในปีแรกนี้ข้าพเจ้าฟังศาสตราจารย์สแตร์นไม่รู้เรื่องเลย แต่ก็จำต้องทน มองไปข้างๆ เห็นชาวฝรั่งเศส อีกท่านหนึ่งมาเช่นเดียวกันและท่าทางยิ้มแย้มแจ่มใสดี จึงออกปากขอยืมเล็กเชอร์ของเข้าไปคัดลอก ท่านผู้นั้นก็ยินดีให้ยืมแต่บอกว่าเขาขอไปคัดลอกเสียก่อนเพราะลายมือของเขาอ่านยาก ท่านผู้นั้นจะเป็นใครเล่านอกจากศาสตราจารย์ชอง บวสเซอลีเย่ (Jean Boisselier)”

 

หลังจากจบหลักสูตรสามปีของโรงเรียนลูฟ จึงเข้าทำปริญญาเอกในสถาบันโบราณคดี (Institute of Archaeology) ในปี พ.ศ. 2494 แต่ได้เดินทางกลับมายังประเทศไทย ก่อนจบการศึกษา

 

ด้านการทำงาน ปี พ.ศ. 2489 รับราชการในกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

ปี พ.ศ. 2490 เป็นหัวหน้าแผนกหอสมุดดำรงราชานุภาพ

ปี พ.ศ. 2496 เข้าทำงานเป็นภัณฑารักษ์ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ในครั้งนี้ได้ช่วยกันกับราชการต่างๆ ในกรมศิลปากรในการสอนวิชาด้านประวัติศาสตร์ และประวัติศาสตร์ศิลปะในโรงเรียนศิลปศึกษา

จนกระทั่งปี พ.ศ. 2507 ได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์และคณบดีในคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

ปี พ.ศ. 2519 ดำรงตำแหน่งคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร

ปี พ.ศ. 2525 – 2529 ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร จนเกษียณอายุราชการ

ปี พ.ศ. 2530 – 2535 ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์สปาฟา (SPAFA)

ในขณะเดียวกันก็ยังคงสอนวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะของประเทศไทย และประเทศใกล้เคียง ที่คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และเป็นคณะกรรมการของหน่วยงานต่างๆ เช่น ประธานคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ในสำนักนายกรัฐมนตรี กรรมการในคณะกรรมการเกียวกับโบราณคดีสถานของชาติ เป็นต้น

นอกจากนี้ศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงเคยสอนวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะในประเทศไทย และประเทศใกล้เคียง ในมหาวิทยาลัยคอร์เนล และในมหาวิทยาลัยอีสเตอร์น ในวอชิงตัน และในโอเรกอน

ศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุทรดิศ ดิศกุล ทรงมีผลงานสำคัญๆ ที่ตีพิมพ์ออกมา เช่น เทวรูปสัมฤทธิ์สมัยสุโขทัย, ศิลปะอินเดีย, ประวัติย่อศิลปลังกา ชวา ขอม, ศิลปะในประเทศไทย, ประวัติวัดพระศรีรัตนศาสดาราม, ประวัติศาสตร์ศิลปะประเทศใกล้เคียง : อินเดีย ลังกา ชวา จาม ขอม พม่า ลาว, เที่ยวเมืองลังกา, ศิลปะอินโดนีเชียสมัยโบราณ, ประติมากรรมขอม, ศาสนาพราหมณ์ในอาณาจักรขอม, Art in Thailand, A Brief History Thailand ในชุด Archaeologia Mundi ซึ่งตีพิมพ์ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เป็นภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมัน เป็นต้น

วันที่ 16 ธันวาคม 2540 ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงประสบอุบัติเหตุ ต้องเข้ารับการผ่าตัด ไม่สามารถสอนหนังสือ และทรงอักษรได้

ระหว่างที่ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศทรงประชวร ใน พ.ศ. 2544 หม่อมอรพินทร์ ดิศกุล ณ อยุธยา และครอบครัว กับศาสตาจารย์พุฒ วีระประเสริฐ อธิการบดีของมหาวิทยาลัยศิลปากรในเวลานั้น ได้ดำเนินการตามพระประสงศ์ของศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ที่จะมอบหนังสือ เอกสารต่างๆ ที่ท่านค้นคว้า ให้แก่มหาวิทยาลัยศิลปากร

หม่อมอรพินทร์ ดิศกุล ณ อยุธยา และครอบครัว ทยอยส่งหนังสือให้แก่มหาวิทยาลัยศิลปากรตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2544 – พ.ศ. 2546 และในขณะเดียวกันทางมหาวิทยาลัยศิลปากรได้ดำเนินการปรับปรุงส่วนหนึ่งของหอสมุดมหาวิทยาลัยศิลปากร ให้เป็น “ห้องสมุด ศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล” ซึ่งได้ดำเนินงานมาจนปัจจุบัน

และในวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 หลังจากทรงประชวรและรักษาพระองค์อยู่ 6 ปี ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ได้สิ้นชีพิตักษัยอย่างสงบ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สิริรวมชันษาได้ 80 พรรษา