ศาสตราจารย์ ร้อยตำรวจโท แสง มนวิทูร เกิดเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2443 ณ บ้านเลขที่ 12 ต.บางโปรง อ.เมือง จ.สมุทรปราการ เป็นบุตรชายของนายเจิม และนางเพิ่ม ซึ่งเมื่ออาจารย์อายุได้ 2 ปี บิดาได้ถึงแก่กรรม และเมื่ออายุได้ 5 ปี มารดาก็ได้ถึงแก่กรรมไปอีกหนึ่งคน ดังนั้น ในช่วงวัยเด็กจึงได้อยู่ในความเลี้ยงดูของนางเหลี่ยม ตาลบำรุง ผู้ซึ่งเป็นยายตลอดมา

อาจารย์แสง มนวิทูร ได้เข้าศึกษาในระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดกลางนา อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ และในปี พ.ศ. 2454 ได้ย้ายโรงเรียนไปเรียนที่โรงเรียนวัดบางหัวเสือ อ.พระประแดง จนกระทั่งอายุ 15 ปี (พ.ศ. 2457) นายฮอก ลิมปิโกวิท ได้พาเข้ากรุงเทพฯ และนำตัวไปฝากให้อยู่กับสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสสเทว) เจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม ซึ่งขณะนั้นท่านดำรงสมณศักดิ์เป็นพระพรหมมุนี โดยอาจารย์แสงในช่วงวัยนั้นได้บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อ พ.ศ. 2459 และได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในปี พ.ศ. 2464 ณ วัดบางฝ้าย อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ จนกระทั่ง พ.ศ. 2470 อาจารย์แสงในสมณะพระภิกษุได้สอบปริยัติธรรมได้เปรียญ 6 ประโยค

ต่อมาเมื่ออาจารย์แสงลาสิกขาออกมาแล้ว ก็ได้เข้ารับราชการตำแหน่ง เสมียนฝึกหัด ณ ศาลาว่าการนครบาล ตั้งแต่ พ.ศ. 2473 จนกระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 อาจารย์แสงได้เปลี่ยนสังกัดมาเป็นเสมียนในกองกลาง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย จนสุดท้ายได้รับแต่งตั้งเป็นเสมียนจัตวาอันดับ 7 ใน พ.ศ. 2480 อีกทั้งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นข้าราชการชั้นตรีและให้ไปรับราชการเป็นปลัด อ.เทิง จ.เชียงราย แล้วต่อมาได้โอนไปรับราชการทางกรมตำรวจ ซึ่งได้รับยศ “ร้อยตำรวจโท” เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2484 จนกระทั่งได้มีคำสั่งราชการให้โอนย้าย ร้อยตำรวจโท แสง มนวิทูร ไปอยู่กรมศิลปากร ดังคำสั่งในหนังสือว่า

 

คำสั่งกรมมหาดไทย ที่ ๕/๙๔ ลงวันที่ ๔ มกราคม ๒๔๙๔ โอนไปอยู่กรมศิลปากร ขาดจากตำแหน่งมหาดไทย แต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๔๙๔ เดินทางจากแม่สาย เมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๔๙๔ เวลา ๑๓.๔๐ น. (ภูมิปาโลฤกษ์) ถึงกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๔๙๔”

(ศักดิ์ มนวิทูร, ความเป็นบัณฑิตของ ศาสตราจารย์ ร.ต.ท. แสง มนวิทูร เปรียญ และพระภิกษุสงฆ์สมัยสุโขทัยสวดเจ็ดตำนานหรือไม่. อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพศาสตราจารย์ ร.ต.ท. แสง มนวิทูร เปรียญ, 2517)

 

สาเหตุที่ย้ายมารับราชการอยู่ในกรมศิลปากรนั้นคือ พันเอก หลวงรณสิทธิพิชัย อธิบดีกรมศิลปากรในช่วงสมัยนั้น (พ.ศ. 2493) ได้เห็นถึงความรู้ความสามารถในด้านความรู้เกี่ยวกับตำนานและพงศาวดารภาคเหนือของอาจารย์แสง จึงได้ทาบทามอาจารย์โอนย้ายมายังกรมศิลปากร ซึ่งเมื่อโอนย้ายมาแล้ว อาจารย์แสงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าแผนกสำรวจ ในกองโบราณคดี และต่อมาใน พ.ศ. 2495 ได้มีคำสั่งให้ย้ายอาจารย์ไปเป็นหัวหน้าแผนกหอวชิรญาณ กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร ขณะที่รับราชการในกรมศิลปากรนั้น อาจารย์แสง มนวิทูร ได้ถูกรับเชิญไปเป็นอาจารย์สอนภาษาสันสกฤตและวิชาศาสนา ที่คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร จนกระทั่งปี พ.ศ. 2508 อาจารย์แสง ได้เกษียณออกจากราชการโดยสมบูรณ์ ในอายุ 65 ปี

ผลงานของอาจารย์แสง มนวิทูร ส่วนใหญ่เป็นงานด้านหนังสือเกี่ยวกับภาษาบาลีสันสกฤต ซึ่งแปลออกมาเป็นภาษาไทย มีทั้งหมดดังนี้ หนังสือกรายวิรติคาถา, หนังสืออริยสัจจวิภังคนิเทศ ในคัมภีร์ปกรณ์, หนังสือวิสุทธิมรรค ตอนศีลนิเทศ, หนังสือชินกาลมาลีปกรณ์, หนังสือตำนานพระพุทธสิหิงค์ และตำนานพุทธ-พิมพ์ (พระแก้วมรกต), หนังสือบุรุษลักษณะในคัมภีร์พฤหัสสังหิตา, หนังสือกังสวธะในคัมภีร์วิษณุปุราณ, หนังสือภควัตคีตา, หนังสือนาฏยศาสตร์ ของภรคมหามุนี และหนังสือลิลิตวิสูตร นอกจากนี้ยังได้แปลศิลาจารึกภาษาบาลีและสันสกฤตบางแผ่นอีกด้วย

จากรายชื่อหนังสือแปลและความเป็นผู้เชี่ยวชาญทรงคุณวุฒิทางด้านภาษาบาลีสันสกฤตที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนั้น จึงได้มีการพระราชทานปริญญาศิลปะดุษฎีบัณฑิต (โบราณคดี) กิตติมศักดิ์ แก่ศาสตราจารย์ ร.ต.ท. แสง มนวิทูร ในปี พ.ศ. 2511

ศาสตราจารย์ ร.ต.ท. แสง มนวิทูร ถึงแก่กรรมด้วยโรคหัวใจ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2516 และได้รับพระราชทานเพลงศพ ณ ฌาปนสถานคุรุสภา วัดสระเกศราชวรมหาวิหารกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 20 เมษายน 2517